แนวคิดปรัชญาเต๋า
“มีคำกล่าวในหมู่นักวิชาการว่า อารยธรรมจีนหล่อหลอมจากหลักธรรม 3 สาย คือ พุทธ หรู (ขงจื่อ) และเต๋า สามเสาหลักนี้ปฏิสัมพันธ์กันตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ และแทรกซึมอยู่ในทุกอณูวัฒนธรรมจีน ทั้งเป็นรูปธรรม นามธรรม ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน”
เจ้าปรัชญาเต๋า คือ ปราชญ์จีนนาม เล่าจื๊อ หรือ “เหลาจื่อ” ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อราว 600-500 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากมีชีวิตอยู่เมื่อนานมาแล้ว คือสองพันห้าร้อยกว่าปี เรื่องราวเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้จึงมีลักษณะกึ่งตำนานและนิทาน
แนวคิดของเล่าจื๊อสะท้อนความเป็นนัก “เสรีนิยม” ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบของขนบธรรมเนียมทางโลก เรียกร้องให้ผู้คนเอาตัวเองออกจากโลกีย์วิสัย ข้ามสู่โลกุตรวิสัย (เหนือเรื่องทางโลก) วัตรปฏิบัติของผู้ถือลัทธิเต๋าอย่างเคร่งครัดจึงแทบไม่ต่างจากฤๅษีในอินเดีย
“เต๋า” มีความคล้ายคลึงกับ “ธรรม” หรือความจริงในพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย อาจกล่าวได้ว่า การบรรลุเต๋า ก็คือภาวะ “นิพพาน”
ลักษณะเด่นของความเชื่อแบบเต๋าคือ สรรพสิ่งในจักรวาลไม่มีสิ่งใดให้ยึดถือ ไม่มีอะไรดีหรือเลวที่สุด ทุกอย่างมีวิถีทางของตนเอง ไม่มีความจำเป็นต้องแทรกแซงเรื่องใดหรือสิ่งใดๆ ควรปล่อยให้เป็นไปเอง จะเติบโตหรืองอกงามก็เป็นไปตามวิถีของสิ่งนั้น นี่คือหัวใจสำคัญของ “เต๋า”
ทั้งนี้ เต๋าไม่อาจอธิบายด้วยถ้อยคำ ต้องเข้าใจโดยมโนสำนึกของตนเอง การบรรลุเต๋าจึงคล้ายกับหลักการบรรลุธรรมตามแบบฉบับของศาสนาเซน แต่หากว่าด้วย “พิธีกรรม” เต๋าจะมีความคล้ายพราหมณ์-ฮินดู ในแง่วัตรปฏิบัติแนวอภินิหารต่างๆ
อีกลักษณะเด่นของเต๋าคือการดึงแนวคิดจักรวาลวิทยาของจีนที่เรียกว่า อี้จิง มาผนวกไว้ด้วย โดย “อี้” หมายถึง ความเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่ง หรือ “อนิจลักษณ์”
จักรวาลในแนวคิดอี้จิงเคยเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนแยกออกเป็นทวิภาวะ (สองสภาวะ) แตกต่างแต่ส่งเสริมกันและกัน คือ หยิน (ดิน) และหยาง (ฟ้า) เป็นพื้นฐานของฤดูกาล รวมถึงสภาวะต่างๆ ของธรรมชาติ 6 ประการ ได้แก่ น้ำ ลม ไฟ ฟ้าร้อง-ฟ้าผ่า ภูเขา และห้วงน้ำทั้งหลาย เมื่อรวมกับหยิน-หยาง จะกลายเป็นธรรมชาติพื้นฐาน 8 ประการ ยันต์แปดเหลี่ยม หรือ “ปากว้า” จึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของลัทธิเต๋านั่นเอง
Text and Artwork by Paradee Sattarujawong
